บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติ: เมื่อ “ความมั่นคงทางอาหาร” ถูกตัดขาด
ทุกครั้งที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ภาพความเสียหายที่ตามมานอกเหนือจากบ้านเรือนและทรัพย์สิน คือ “วิกฤตอาหารปลอดภัย” ผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาการเข้าถึงเสบียง อาหารบริจาคที่เน่าเสียอย่างรวดเร็วเนื่องจากถูกตัดขาดจากไฟฟ้าและตู้เย็น รวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของน้ำท่วมที่สร้างความไม่มั่นคงทางโภชนาการและสุขอนามัยในวงกว้าง
ปัญหาหลักคือ “อายุการเก็บรักษา (Shelf Life)” ของอาหารทั่วไปไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่ยาวนานและไม่แน่นอนได้ การเตรียมอาหารแห้งและน้ำดื่มตามมาตรการรับมือภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด คำถามคือเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอาหารสำรองเหล่านั้นจะยังคงปลอดภัย มีคุณภาพ และพร้อมบริโภคได้นานเพียงพอจนกว่าความช่วยเหลือจะเข้าถึง?

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) แบรนด์คนไทยเบอร์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก กล่าวว่า “อาหารฉุกเฉินสำหรับภัยพิบัติ” คือสิ่งสำคัญ และควรเป็นอาหารที่มีอายุการจัดเก็บได้นานเป็นปี บรรจุอยู่ในภาชนะ หรือ บรรจุภัณฑ์ที่กันน้ำ เป็นอาหารพร้อมรับประทานสามารถเปิดทานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องอุ่นร้อน
ถอดบทเรียนนโยบายญี่ปุ่น: การเตรียมพร้อมที่ต้อง “ยกระดับ”
การรับมืออุทกภัยของไทยจำเป็นต้องยกระดับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการวางแผนเชิงนโยบายระยะยาว ซึ่งสามารถถอดบทเรียนจากประเทศที่เผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้งอย่าง ญี่ปุ่น ได้
การเตรียมพร้อมจากรากฐาน: ญี่ปุ่นสร้าง “วัฒนธรรมการเตรียมพร้อม” โดยมีการฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอในทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียนจนถึงชุมชน ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนที่ภัยพิบัติ (Hazard Maps) ที่ระบุระดับความเสี่ยงและเส้นทางอพยพอย่างชัดเจน
ตลอดจนถึงการสร้างแนวความคิด “การกักตุนรายวัน” พร้อมแจกแจงรายการสิ่งของที่จำเป็นไว้ จำนวนที่เพียงพอเพื่อเตรียมการล่วงหน้าก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยแต่ละครอบครัวเองจะกักตุนอาหารพร้อมรับประทานที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่สามารถยืดอายุได้นานเป็นปี เพื่อรับกับการขาดแคลนอาหารยามฉุกเฉิน
บทเรียนที่ไทยควรปรับใช้: รัฐบาลไทยควร บูรณาการความรู้ภัยพิบัติเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาและจัดทำ Hazard Maps ที่เป็นมาตรฐานและสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงง่าย เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และสามารถ “ช่วยเหลือตนเอง” ได้อย่างทันท่วงที
นวัตกรรม “Longevity Packaging” เสริมแกร่งนโยบายเสบียง
ในช่วงวิกฤต สิ่งที่ต้องมาคู่กันกับมาตรการโครงสร้างพื้นฐาน คือ “ความมั่นคงทางอาหารฉุกเฉิน” การนำนโยบายรับมือภัยพิบัติของไทยไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ต้องอาศัยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาในแผนสำรองเสบียง
บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ได้นำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยยกระดับการจัดการเสบียงฉุกเฉินของประเทศ
- ยืดอายุอาหารได้ยาวนาน: อาหารพร้อมบริโภค (Ready-to-Eat) ที่บรรจุในภาชนะของเอกา โกลบอล ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยีHigh Barrier ทั้งหมด 11 ชั้น ช่วยป้องกันน้ำและอากาศ สามารถมีอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ได้ตั้งแต่ 1-2 ปี โดย ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดเก็บเป็นเสบียงสำรองในพื้นที่เสี่ยง หรือ พื้นที่ห่างไกล ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนสามารถสำรองเสบียงที่มีคุณภาพสูงไว้ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ป้องกันการปนเปื้อน100%: บรรจุภัณฑ์ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการซึมผ่านของน้ำท่วมและเชื้อโรค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ประสบภัย
- ตอบโจทย์การบริจาค: การมีเสบียงในรูปแบบLongevity Packaging ช่วยลดปัญหาการเน่าเสียของอาหารบริจาค และทำให้การขนส่งและแจกจ่ายในพื้นที่ที่ถูกตัดขาดเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
- สะดวกต่อการใช้งาน: ด้วยคุณสมบัติพิเศษของบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหาร เอกา โกลบอล ที่รักษาคุณภาพ รักษารสชาติ กลิ่น ได้เหมือนเพิ่งปรุงสุกใหม่ และอาหารสามารถเปิดทานได้ทันที จะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ครัว หรือ ไฟฟ้าในภาวะวิกฤต ได้เป็นอย่างดี
การมีอาหารคุณภาพสูงที่เก็บได้นานในคลังเสบียงของภาครัฐและเอกชน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหารฉุกเฉิน” ให้กับประเทศในระยะยาว
นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชน เราพร้อมสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางอาหารของรัฐบาล ด้วยนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมทางเสบียงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศในการรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

“ผู้บริโภคอาจจะไม่คุ้นชินอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์เป็นเวลายาวนาน ไม่มั่นใจว่าจะบริโภคได้หรือไม่ ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารได้จริงก่อน โดยสังเกตุวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์ หากไม่หมดอายุสามารถรับประทานได้ ในต่างประเทศจะเก็บตุนอาหารที่ใส่บรรจุภัณฑ์ลักษณะนี้เป็นปรกติ ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นมีการเตรียมอาหารแบบพร้อมรับประทานไว้ในถุงยังชีพเพื่อรับเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศไทยก็น่าจะลองนำแนวทางนี้มาปรับใช้ สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น น่าจะเห็นได้ชัดว่าอาหารพร้อมรับประทานลักษณะนี้ตอบโจทย์มากกว่า ทั้งในแง่ของการรับประทานได้ง่ายและสะดวกในการขนส่ง เนื่องจากน้ำหนักเบาอีกด้วย” ชัยวัฒน์กล่าวอธิบาย

